คู่มือการเลี้ยงเป็ดในโรงเรือน  
 
            เป็ด (Duck) เป็นสัตว์ปีกชนิดหนึ่ง (จัดอยู่ใน Family Anatidae) ที่มีผู้นิยมเลี้ยงกันมากในหลายประเทศ เช่น จีน มาเลเซีย ไต้หวัน เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริโภคเนื้อและไข่ สำหรับประเทศไทยก็ เช่นกัน มีการเลี้ยงเป็ดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยจะมีการเลี้ยงกันมากในจังหวัดแถบชายทะเล หรือตามบริเวณที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อจะได้นำอาหารจากธรรมชาติ เช่น ปลา ปู กุ้ง หอย ฯลฯ มาใช้เลี้ยงเป็ด เป็นการลดต้นทุน เช่น ชลบุรี สมุทรสาคร นครปฐม อ่างทอง และสุราษฎร์ธานี เป็นต้น สำหรับพันธุ์เป็ดที่เลี้ยงในประเทศไทย แบ่งได้ตามวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ คือเป็ดพันธุ์เนื้อและเป็ดพันธุ์ไข่  
 
     
   
     
    » เป็ดพันธุ์ไข่  
     
 
          เป็ดพันธุ์ไข่ หมายถึง เป็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตไข่เป็นหลัก มีขนาดและน้ำหนักตัวไม่ใหญ่นัก ตัวเมียจะหนักประมาณ 1.5 – 1.8 กิโลกรัม เป็ดไข่ที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทย คือ  
     
          1. เป็ดพันธุ์กากีแคมป์เบลล์ (Khaki Campbell) ประเทศไทยนำเข้ามาจากประเทศอังกฤษเป็นเป็ดไข่ที่ให้ผลผลิตไข่ดกมาก ประมาณปีละไม่น้อยกว่า 280 ฟองต่อตัว เพศผู้มีขนลำตัวสีน้ำตาล ขนหน้าอกสีน้ำตาลเข้มกว่าขนลำตัว หัวสีเขียว ขนปลายหางม้วนงอ มีวงแหวนสีน้ำตาลอ่อนรอบคอ ปากสีเขียวแกมน้ำเงินแข้งและเท้าสีส้ม เพศเมียขนสีน้ำตาลตลอดลำตัว หัวสีน้ำตาลเข้ม ปากสีดำ แข้งและเท้าสีน้ำตาล  
           แต่เนื่องจากเป็ดกากีแคมป์เบลล์มาจากภูมิภาคและอากาศที่แตกต่างจากประเทศไทย ตลอดจนวิธีการเลี้ยงและการจัดการที่แตกต่างกัน ประกอบกับเป็ดจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและการจัดการของไทย จึงทำให้มีอัตราการสูญเสียสูง ผู้เลี้ยงจึงนำไปผสมกับเป็ดปากน้ำ ผลิตเป็นเป็ดลูกผสมเพื่อหวังจะให้ลูกผสมที่มีความต้านทานต่อสภาพแวดล้อม ทนโรค เลี้ยงง่ายและไข่ดก ซึ่งผู้เลี้ยงเป็ดไข่จะพึงพอใจมากกับเป็ดลูกผสมที่ได้จนทำให้เป็ดปากน้ำพันธุ์แท้ลดจำนวนลงไปอย่างรวดเร็ว  
     
            2. เป็ดพันธุ์พื้นเมือง เป็นเป็ดพื้นเมืองไทย แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ ตามแหล่งที่เลี้ยง ซึ่งในปัจจุบันจะมีเฉพาะกรมปศุสัตว์เท่านั้นที่ยังคงเก็บรักษาสายพันธุ์เป็ดปากน้ำและพันธุ์นครปฐมไว้ ได้แก่
                         2.1 พันธุ์ปากน้ำ (Pak Nam) เป็นเป็ดพื้นเมืองที่มีขนาดเล็ก ให้ไข่ดก แต่ฟองเล็ก เพศเมียมีขนสีดำตลอดลำตัว หน้าอกสีขาว ปาก แข้งและเท้าสีดำ ส่วนเพศผู้ มีหัวสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนอื่นๆเหมือนเพศเมีย
                         2.2 พันธุ์นครปฐม มีขนาดตัวใหญ่กว่าเป็ดกากีแคมเบลล์ แต่ผลผลิตไข่ไม่มากเท่า ให้ไข่ช้า ฟองใหญ่ เพศเมียมีสีน้ำตาลลายกาบอ้อย เพศผู้หัวมีสีเขียวเข้ม คอควั่นเป็นวงแหวนสีขาว ปากสีเทา เท้าและแข้งสีส้ม
 
     
           การเลี้ยงเป็ดไข่ของไทย จะนิยมนำไปปล่อยเลี้ยงตามแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า
การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง โดยทำการต้อน หรือขนย้ายจากทุ่ง หรือพื้นที่หนึ่งไปเลี้ยงในอีกทุ่งหนึ่ง เพื่อให้หาอาหารจากธรรมชาติ รวมถึงข้าวเปลือกที่ตกหล่นหลังการเก็บเกี่ยว เป็นการลดต้นทุนการผลิต ตั้งแต่เมื่อปี 2547 ได้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก (Avian Influenza) ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ซึ่งโรคไข้หวัดนกสามารถติดต่อได้ถึงมนุษย์และสามารถทำให้เกิดการตายได้ ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกให้เหมาะสม เข้าสู่โรงเรือนในระบบฟาร์มเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและการแพร่ระบาดของโรค ปลอดภัยต่อทั้งผู้เลี้ยงผู้ประกอบการ และผู้บริโภค
 
 
     
   
     
    » เป็ดพันธุ์เนื้อ  
     
 
  เป็ดพันธุ์เนื้อ หมายถึง เป็ดที่ให้ผลผลิตเนื้อ เช่น เป็ดพันธุ์ปักกิ่ง(Pekin) เป็ดเทศ(Muscovy) แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาพันธุ์เป็ดขึ้นมาใหม่เพื่อให้ผลผลิตเนื้อมากขึ้น เช่น เป็ดโป๊ยฉ่าย เป็ดเทศพันธุ์ท่าพระ เป็นต้น  
 
     
   
     
    » เป็ดโป๊ยฉ่าย (MuleDuck)  
     
 
            เป็ดโป๊ยฉ่าย ในประเทศไทยเรามีการผลิตและเลี้ยงกันนานมาแล้ว ส่วนใหญ่เป็นการผลิตและผสมพันธุ์โดยชาวจีน เพราะการเลี้ยงเป็ดโป๊ยฉ่ายเป็นเทคโนโลยีของชาวจีนแผ่นดินใหญ่มาตั้งแต่โบราณ การเลี้ยงเป็ดโป๊ยฉ่ายในบ้านเราอยู่ในแถบจังหวัดนครปฐม อ่างทอง สิงห์บุรี สมุทรสงคราม และสมุทรปราการ โดยเฉพาะแถบจังหวัดนครปฐมจะมีมากกว่าจังหวัดอื่นๆ เป็ดโป๊ยฉ่าย เป็นเป็ดที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างเป็ดเทศตัวผู้กับเป็ดพันธุ์ไข่ หรือพันธุ์เนื้อทั่วๆ ไป ลูกผสมที่เกิดมาจะเป็นหมัน ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ เนื่องจากว่าเป็ดเทศและเป็ดพันธุ์ไข่หรือเป็ดพันธุ์เนื้อทั่วๆ ไป เป็นคนละสกุล (genus) จึงมีจำนวนโครโมโซมไม่เท่ากัน ลูกผสมที่ได้จึงเป็นหมัน ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ แต่เหมาะที่จะเป็นเป็ดเนื้อเพราะว่าลูกผสมมีการเจริญเติบโตสูงกว่าเป็ดพื้นเมือง หรือเป็ดพันธุ์ไข่ทั่วๆ ไป เราไม่สามารถผลิตลูกเป็ดโป๊ยฉ่ายได้มากตามความต้องการทั้งนี้ เพราะว่าการผสมพันธุ์ระหว่างเป็ดเทศตัวผู้กับตัวเมียเป็นไปด้วยความลำบาก การผสมติดต่ำ เพราะว่าเป็ดเทศพ่อพันธุ์มีขนาดและน้ำหนักใหญ่กว่าตัวเมีย ถึง 45-50% ทำให้การขึ้นผสมของตัวผู้ลำบาก จึงทำให้การผสมติดต่ำ  
     
            สำหรับเป็ดเทศพันธุ์แท้ๆ นั้น ตัวของมันเองมีการเจริญเติบโตสูงแต่มีข้อจำกัดคือ ตัวเมียมีไข่ไม่มากปีละ 60-70 ฟอง ไม่เหมาะที่จะทำเป็นกิจการใหญ่โต หรือทำเป็นการค้าแต่ว่าถ้าใช้เป็ดเทศเป็นสายพ่อพันธุ์ และใช้แม่พันธุ์พื้นเมืองของเราแล้วจะผลิตลูกผสมออกได้พอกับความต้องการของตลาดได้  
 
     
   
     
    » เป็ดเทศพันธุ์ท่าพระ  
     
 
            เป็นเป็ดที่กรมปศุสัตว์โดยศูนย์วิจัยและบำรุงสัตว์ท่าพระเริ่มเลี้ยงและพัฒนาสายพันธุ์ในปี พ.ศ.2526 โดยซื้อเป็ดเทศพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์สายสีดำซึ่งเป็นสัตว์ปีกที่โตเร็ว ตัวใหญ่ ฟักไข่ได้เองโดยธรรมชาติ และร้องเสียงไม่ดังจากจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 8 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น เลย หนองคาย นครพนม สุรินทร์ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด และนครราชสีมา นำมาเลี้ยงโดยแยกขังคอกละตัว ติดเบอร์พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และเก็บตัวเลขการไข่ของแม่เป็ดเทศเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งแม่เป็ดเทศไข่ได้ 77 ฟอง/ปี ไข่ 1 ชุด เฉลี่ย17 ฟอง และไข่ปีละ 4-5 ชุด หลังจากได้สถิติการไข่แล้ว จึงเก็บลูกที่เกิดจากการฟักจากแม่เป็ดเทศที่ไข่ดก เลี้ยงและเก็บสถิติข้อมูลการไข่ ของลูก รุ่นที่ 1 (F1) ซึ่งไข่ได้ 90 ฟอง/ตัว/ปี ไข่ 1 ชุด เฉลี่ย 20 ฟอง ไข่ปีละ 4-5 ชุด ปัจจุบันสามารถเก็บสถิติการไข่ของเป็ดเทศในรุ่นที่ 3 (F3) โดยจะพัฒนาเป็ดเทศให้ไข่ได้ถึง 180 ฟอง/ตัว/ปี และเจริญเติบโตสามารถทำน้ำหนักตัวได้ 3,500 กรัม/ตัว ในเวลา 70 วัน  
 
     
   
     
    » เป็ดเทศพันธุ์กบินทร์บุรี  
     
 
            เป็นเป็ดเทศพันธุ์เนื้อพันธุ์แท้ที่กรมปศุสัตว์ได้วิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี
พ.ศ.2534 โดยปรับปรุงพันธุ์มาจากเป็ดพันธุ์บาร์บารีจากประเทศฝรั่งเศส :ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้รับการสนับสนุนพันธุ์จากบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นลูกเป็ดแรกเกิด จำนวน 80 ตัว แยกเป็นเพศผู้ 30 ตัว เพศเมีย 50 ตัว กรมปศุสัตว์โดยสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์บางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และสถาบันวิจัยและพัฒนาสัตว์ปีกแห่งชาติอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ได้ทำการขยายพันธุ์ คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ให้สามารถเลี้ยงง่ายขยายพันธุ์ได้ดีเติบโตเร็ว ต้านทานต่อโรค และปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของประเทศ และสามารถผลิตได้จำนวนมากในเชิงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นเป้าหมายของการปรับปรุงพันธุ์
 
     
            ในปี พ.ศ.2536-2540 กรมปศุสัตว์ได้เริ่มทดสอบนำพันธุ์เป็ดเทศพันธุ์นี้ ส่งเสริมโดยจำหน่ายให้
เกษตรกรทั่วไป พบว่า เกษตรกรนิยมมากเนื่องจากโตเร็ว เลี้ยงส่งตลาดได้ในระยะเวลาสั้น 10-12 สัปดาห์ ถอนขนง่ายขนสีขาวตลาดต้องการมากเนื้อมากและราคาลูกเป็ดไม่แพงเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศความต้องการมีสูงมากซึ่งคาดว่าในอนาคตเป็ดเทศพันธุ์นี้จะเป็นเป็ดที่ผลิตเพื่อบริโภคเนื้อภายในประเทศทดแทนเป็ดพันธุ์เนื้ออื่นๆ ทั้งนี้เพราะมีกล้ามเนื้อมาก ไขมันน้อย หนังบาง และกล้ามเนื้อมีสีแดง โคเรสเตอรอลต่ำเหมาะที่จะบริโภคเพื่อสุขภาพ ที่สำคัญคือ สามารถเลี้ยงได้ทั่วไปไม่ว่าจะเลี้ยงจำนวนมากในเชิงพาณิชย์หรือเลี้ยงหลังบ้านในชนบท
 
 
     
   
   
     

 
 
 
 
Current Pageid = 11